[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by ATOMYMAXSITE 2.5
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป  
English Chinese (Simplified) Chinese (Traditional) French German Italian Japanese Korean Portuguese Russian Spanish Vietnamese Thai     
ค้นหา   
เมนูหลัก
linkเว็บ

poll

   คุณคิดว่าเวปนี้เป็นอย่างไร


  1. ดีมาก
  2. ดี
  3. ปานกลาง
  4. แย่
  5. แย่มาก




  

   เว็บบอร์ด >> ห้องนั่งเล่น >>
อังกฤษ พ่ายดวลโทษ อิตาลี ฉลองชัยคว้าแชมป์ยูโรสมัยสองในรอบ 53 ปี  VIEW : 88    
โดย REN

UID : ไม่มีข้อมูล
โพสแล้ว : 94
ตอบแล้ว :
เพศ :
ระดับ : 7
Exp : 83%
เข้าระบบ :
ออฟไลน์ :
IP : 43.224.35.xxx

 
เมื่อ : จันทร์ ที่ 12 เดือน กรกฏาคม พ.ศ.2564 เวลา 08:58:16    ปักหมุดและแบ่งปัน




"สิงโตคำราม" อังกฤษ ยังต้องรอคอยแชมป์รายการใหญ่ต่อไป เมื่อพวกเขาพ่ายช่วงดวลจุดโทษให้ "อัซซูรี่" อิตาลี 3-2 หลังเสมอในเวลา 90 นาทีกัน 1-1 ส่งแชมป์ยูโรสมัยสองให้ทัพ "อัซซูรี่" ในรอบ 53 ปี นับตั้งแต่หนล่าสุดเมื่อปี 1968 ในการแข่งขันศึกฟุตบอลยูโร 2020 นัดชิงชนะเลิศ คืนวันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา
การแข่งขันฟุตบอลยูโร 2020 นัดชิงชนะเลิศ คืนวันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา "สิงโตคำราม" อังกฤษ ทะลุผ่านเข้ารอบชิงได้เป็นหนแรกรายการนี้ แกเร็ธ เซาธ์เกต มุ่งมั่นเป็นอย่างมากเพื่อนำทีมเป็นแชมป์สมัยแรก ลงสนามชนกับ "อัซซูรี่" อิตาลี ที่คาดหวังการฉลองโทรฟี่ใบนี้เป็นสมัยที่สอง นับตั้งแต่หนล่าสุดเมื่อปี 1968
เปิดฉากเกมครึ่งแรกได้เพียงสองนาที อังกฤษได้ประตูออกนำอิตาลีไปก่อน 1-0 จากจังหวะของ ลุค ชอว์ ขึ้นเกมมาริมเส้นทางซ้ายแดนหลัง ไหลเข้ากลางให้ แฮร์รี่ เคน เปิดบอลยาวมาที่ คีแรน ทริปเปียร์ ดันสูงมาฝั่งขวา หยอดบอลข้ามย้อนเข้าเขตโทษ 6 หลาก่อนเป็น ฟูลแบ็กแมนยูดอดมายิงยัดตาข่ายทางเสาด้านซ้ายตุงตาข่าย ในนาทีที่ 7 ลอเรนโซ่ อินซินเญ่ ลองปั่นบอลระยะ 20 หลาหน้ากรอบเขตโทษ บอลเลี้ยวหนีกำแพงผู้เล่นสิงโตคำราม แต่สูงเกินข้ามคานออกหลัง ผ่านมาถึงนาทีที่ 35 นิโคโล่ บาเรลล่า ส่งบอลฝากให้ เฟเดริโก้ เคียซ่า กระชากบอลหนี เดแคลน ไรซ์ กินระยะมาหน้ากรอบเขตโทษ ส่องไกลบอลเรียดออกข้างกรอบประตูด้านขวาแบบมีลุ้น ช่วงทดเจ็บนาที 45+1 โจวานนี่ ดิ ลอเรนโซ่ โยนบอลเข้าเขตโทษ ชิโร่ อิมโมบิเล่ เอี่ยวตัวยิงติดบล็อก จอห์น สโตนส์ บอลไม่ไปไหนมาหา จอร์จินโญ่ จ่ายตั้งไปที่ มาร์โก แวร์รัตติ วางเท้ายิงอีกครั้งแต่บอลไร้น้ำหนักเข้ามือ จอร์แดน พิคฟอร์ด หมดครึ่งแรก อังกฤษ นำก่อน 1-0
กลับมาต่อเกมครึ่งหลัง ราฮีม สเตอร์ลิง เข้าบอลพลาดเสียฟาวล์ กรรมการให้ฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษแก่ อิตาลี ทว่า ลอเรนโซ่ อินซินเญ่ บรรจงยิงไม่ดีพอบอลยังลอยข้ามคานเช่นเดิม ช่วงเริ่มหกนาทีครึ่งหลัง อัซซูรี่น่าตีคืนนาทีที่ 57 ลอเรนโซ่ อินซินเญ่ โยกมาทางขวารับบอลแล้วส่งไปฝั่งซ้ายที่ เฟเดริโก้ เคียซ่า ยิงอัดแนวรับผู้ดี บอลกระฉอกเข้าทางมิดฟิลด์นาโปลีที่ตามเก็บบอลหลุดเข้าซัดระยะ 6 หลาทางเสาแรกทว่า จอร์แดน พิคฟอร์ด ยืนปิดมุมทุบทิ้งออกมาทัน นาทีที่ 62 เฟเดริโก้ เคียซ่า ลากบอลลุยมากลางเขตโทษ หาเหลี่ยมยิงอ้อมกองหลังอังกฤษ บอลเลี้ยวแหวกจะเข้าประตู แต่นายทวารสิงโตคำรามทิ้งตัวปัดได้อย่างสุดยอด อีกสองนาทีต่อมา คีแรน ทริปเปียร์ ครอสบอลด้านซ้าย จอห์น สโตนส์ เทคตัวโหม่งบอลย้อยน่าจะออกหลัง แต่ว่า จานลุยจิ ดอนนารุมม่า ยื่นมือแปะพ้นกรอบออกไปเพื่อความปลอดภัย ถัดมานาทีที่ 67 อิตาลีเอาจนได้ไล่ตามตีเสมอ 1-1 สำเร็จ จากจังหวะของ โดมินิโก้ เบร์ราดี้ เปิดบอลเตะมุมทางขวา ไบรอัน คริสตันเต้ โฉบมาโหม่งบอลสะบัดเลยมาหน้าประตู มาร์โก แวร์รัตติ โขกติดมือ จอร์แดน พิคฟอร์ด ที่เซฟบอลชนเสาด้านซ้าย และเป็น เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ ซ้ำบอลระยะเผาขนตุงประตู ช่วงเวลาที่เหลือทั้งสองทีมไม่มีสกอร์เพิ่ม จบ 90 นาที ยังเสมอกัน 1-1 ต้องต่อเวลาอีก 30 นาที
ช่วงต่อเวลาพิเศษ 30 นาที นาทีที่ 97 สิงโตคำราม ได้ลุ้นจากจังหวะของ คัลวิน ฟิลลิปส์ ยืนพักอกเอาบอลลงหน้ากรอบเขตโทษ เจ้าตัวซัดเต็มแรงบอลผ่านผู้เล่นทั้งสองทีม พุ่งออกหลังไปน่าเสียดาย นาทีที่ 103 อัซซูรี่พลาดจังหวะสำคัญ เฟเดริโก้ แบร์นาร์เดสคี่ แทงบอลมาที่ เอแมร์ซอน เลี้ยงบอลล็อกหลบแข้งอังกฤษด้านซ้ายในเขตโทษ ก่อนวางบอลหวังให้เพื่อนร่วมทีมเข้าชาร์จ แต่เป็น จอร์แดน พิคฟอร์ด ออกมาเร็วดักตัดบอลได้ นาทีที่ 107  อันเดรีย เบล็อตติ ใช้ตัวบังจน แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ต้องเตะทำฟาวล์ เรียกฟรีคิกระยะ 25 หลา เฟเดริโก้ แบร์นาร์เดสคี่ ซัดบอลเข้าหากรอบ จอร์แดน พิคฟอร์ด ยืนรับบอลกระฉอกก่อนเจ้าตัวตะครุบทัน หมดเวลา 120 ผลยังเหมือนเดิมเสมอ 1-1 ต้องตัดสินโดยการดวลจุดโทษ ดวลจุดโทษเป็นทางอิตาลีที่คมกว่าสามารถซัดชัยคว้าถ้วยแชมป์ยุโรปได้ด้วยสกอร์ 3-2 ส่วนทางอังกฤษก้ยังต้องรอลุ้นต่อไป
รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม
อิตาลีจานลุยจิ ดอนนารุมม่า (GK), โจวานนี่ ดิ ลอเรนโซ่, เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่, จอร์โจ้ คิเอลลินี่, เอแมร์ซอน (อเลสซานโดร ฟลอเรนซี่ น.118), นิโคโล่ บาเรลล่า (ไบรอัน คริสตันเต้ น.54), จอร์จินโญ่, มาร์โก แวร์รัตติ (มานูเอล โลคาเตลลี่ น.96), เฟเดริโก้ เคียซ่า (เฟเดริโก้ แบร์นาร์เดสคี่ น.86), ชิโร่ อิมโมบิเล่ (โดมินิโก้ เบร์ราดี้ น.55), ลอเรนโซ่ อินซินเญ่ (อันเดรีย เบล็อตติ น.91)
อังกฤษ : จอร์แดน พิคฟอร์ด (GK), คีแรน ทริปเปียร์ (บูกาโย่ ซาก้า น.70), ไคล์ วอล์คเกอร์ (เจดอน ซานโช่ น.120), จอห์น สโตนส์, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, ลุค ชอว์, คัลวิน ฟิลลิปส์, เดแคลน ไรซ์ (จอร์แดน เฮนเดอร์สัน น.74-มาร์คัส แรซฟอร์ด น.120), เมสัน เม้าน์ (แจ็ค กรีลิช น.99), แฮร์รี่ เคน, ราฮีม สเตอร์ลิง
ติดตามข่าวสารเรื่องราวแวดวงในวงการฟุตบอล