[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by ATOMYMAXSITE 2.5
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป  
English Chinese (Simplified) Chinese (Traditional) French German Italian Japanese Korean Portuguese Russian Spanish Vietnamese Thai     
ค้นหา   
เมนูหลัก
linkเว็บ

poll

   คุณคิดว่าเวปนี้เป็นอย่างไร


  1. ดีมาก
  2. ดี
  3. ปานกลาง
  4. แย่
  5. แย่มาก




  

   เว็บบอร์ด >> ห้องนั่งเล่น >>
ประเทศไทย ในยุคดอกเบี้ยต่ำ ตอนที่ 10  VIEW : 22    
โดย ดาจิม

UID : ไม่มีข้อมูล
โพสแล้ว : 13
ตอบแล้ว :
เพศ :
ระดับ : 2
Exp : 100%
เข้าระบบ :
ออฟไลน์ :
IP : 184.82.31.xxx

 
เมื่อ : จันทร์ ที่ 7 เดือน ตุลาคม พ.ศ.2562 เวลา 09:17:12    ปักหมุดและแบ่งปัน

อัตราค่าดอกเบี้ยทั่วทั้งโลก กำลังอยู่ในระดับที่ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์
ที่เป็นที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะ ธนาคารกลางหลายประเทศ
ได้ลดอัตราค่าดอกเบี้ยแนวทางเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
แม้กระทั้งธนาคารชาติ
ก็ลดอัตราค่าดอกเบี้ยแนวนโยบายมาอยู่ที่ 1.50%
ซึ่งใกล้ระดับค่อนข้างต่ำสุดในประวัติศาสตร์เช่นเดียวกัน
อัตราค่าดอกเบี้ยแผนการนั้น เป็นเครื่องไม้เครื่องมือหลักการการคลังของธนาคารกลาง เพื่อใช้สำหรับในการกระตุ้น หรือลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจ
ถ้าเกิดมีการปรับขึ้นอัตราค่าดอกเบี้ยแนวทางแปลว่า เศรษฐกิจของประเทศกำลังเติบโตรุนแรงจนถึงบางทีอาจนำมาซึ่งการก่อให้เกิดการเกิดเงินเฟ้อ
ในทางตรงกันข้ามถ้าหากมีการลดอัตราค่าดอกเบี้ยแนวนโยบายแสดงว่า เศรษฐกิจของประเทศกำลังชะลอตัว
ธนาคารกลาง ก็เลยอยากได้ส่งสัญญาณให้ธนาคารพาณิชย์ปรับลดอัตราค่าดอกเบี้ยในตลาดการคลังลงด้วย
ก่อนหน้านี้ธนาคารชาตินั้นคิดว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มมีลักษณะท่าทางที่ชะลอตัวลง เนื่องด้วยการส่งออกของประเทศได้รับผลพวงจากการสู้รบการค้าขาย รวมทั้งค่าเงินบาทที่แข็งค่า
การส่งออกของไทยในตอน 6 เดือนแรกของปีนี้ ค่าหายไปกว่า 110,000 ล้านบาท จากตอนเดียวกันของปีที่ผ่านมา
หลายข้างให้ความเอาใจใส่กับการส่งออกก็เพราะเหตุว่าเป็นเครื่องจักรสำคัญต่อการเจริญเติบโตของ GDP ของประเทศ
การส่งออกของไทยนั้นมีรูปร่างโดยประมาณ 50% ต่อมูลค่า GDP ในตอนหลายปีมาแล้ว
ยังไม่รวมหนี้สินครอบครัวของไทยที่อยู่ระดับที่ค่อนข้างสูง เดี๋ยวนี้อยู่ที่ 78% ของ GDP
รวมทั้งการรอตัวของภาคการท่องเที่ยวจากเงินบาทที่แข็งค่า
ในเรื่องอัตราค่าดอกเบี้ย..
อัตราค่าดอกเบี้ยเงินกู้ยืม เป็นรายได้ของแบงค์
แต่ว่าอัตราค่าดอกเบี้ยเงินออม จะฯลฯทุนของแบงค์
แปลว่า หากอัตราค่าดอกเบี้ยเงินกู้ยืมลด
แล้วแบงค์ไม่ลดอัตราค่าดอกเบี้ยเงินออมตามลงไป จะก่อให้แบงค์มีผลกำไรน้อยลง
ซึ่งปัจจุบันนี้ แบงค์เลือกที่จะยังไม่ลดอัตราค่าดอกเบี้ยเงินออม
เนื่องจากว่าในเวลานี้อยู่ต่ำมากมายจนถึงลดมิได้แล้ว
ประเด็นนี้ก็เลยทำให้หุ้นของแบงค์หลายที่ ตกลงอย่างมากในตอนก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา
แล้วก่อนหน้าที่ผ่านมาอัตราค่าดอกเบี้ยเงินออมประจำเฉลี่ย แล้วก็อัตราค่าดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเฉลี่ยเป็นยังไง
ปี 2531-2540 อัตราค่าดอกเบี้ยเงินออมประจำเฉลี่ย 9.9% อัตราค่าดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเฉลี่ย 13.1%
ปี 2541-2550 อัตราค่าดอกเบี้ยเงินออมประจำเฉลี่ย 3.0% อัตราค่าดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเฉลี่ย 7.5%
ปี 2551-2561 อัตราค่าดอกเบี้ยเงินออมประจำเฉลี่ย 1.7% อัตราค่าดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเฉลี่ย 6.7%
ดูอย่างกับว่าอัตราค่าดอกเบี้ยอีกทั้ง 2 ขานั้นมีแนวทางลงมาโดยตลอด
และก็ฝั่งเงินออมนั้น ดอกใกล้ติดพื้นข้างล่าง หรือ ใกล้ศูนย์แล้ว
ในสมัยก่อนก่อนหน้านี้ อัตราค่าดอกเบี้ยแผนการของเมืองไทยต่ำสุดในปี 2003 ที่ 1.25% ตอนนี้ดอกแผนการอยู่ที่ 1.5% แสดงว่า พวกเรากำลังอยู่ในสมัยดอกน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์อีกรอบ ซึ่งแน่ๆว่ามีทั้งคนที่ได้รับผลตอบแทน และก็เสียผลตอบแทน
ในด้านลูกหนี้ จะมีภาระหน้าที่หนี้สินที่ลดน้อยลงเมื่ออัตราค่าดอกเบี้ยเงินกู้ยืมมีลัษณะทิศทางลดน้อยลง ซึ่งช่วยเพิ่มกำลังซื้อ
แม้กระนั้นในด้านผู้ฝากเงิน การได้รับดอกน้อย บางทีอาจสำเร็จทดแทนไม่พอเพื่อนำไปใช้ในอนาคต จนถึงจำเป็นจะต้องนำเงินไปลงทุนในทรัพย์สินอื่นที่เสี่ยงเพิ่มมากขึ้นแทน
ประเด็นนี้อาจจะทำให้ทรัพย์สินเสี่ยงหลากหลายประเภทราคาแพงมากขึ้น
แต่สิ่งที่น่าวิตกเป็น รากฐานด้านเศรษฐกิจ หรือการเจริญเติบโตของทรัพย์สินนั้นบางครั้งก็อาจจะยังไม่ดีตามราคาที่มากขึ้น
ที่น่าดึงดูดกว่านั้นก็เป็น
การลดดอกนี้เปรียบได้ดั่งลูกกระสุนปืน ที่ไว้ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ
ครั้งใดก็ตามธนาคารกลางลดดอก ก็เสมือนเป็นการยิงลูกกระสุนปืนออกไปครั้งละนัดหมาย
ซึ่งลูกกระสุนปืนพวกเราจะลดน้อยลงเรื่อย
รวมทั้งหากลูกกระสุนหมด ก็จะราวกับหลายประเทศในช่วงเวลานี้
ที่ดอกเป็นศูนย์ แต่ว่าเศรษฐกิจยังไม่ฟื้น



ดูบอลสด ดูบอล ต้องที่ zonedooball.com